ตู้เติมเงิน Pantip

ตู้เติมเงิน Pantip

อะไรนะ! มีด้วยเหรอตู้เติมเงิน Pantip

ก่อนที่ผมจะเริ่มเข้ามาคลุกคลีกับวงการตู้เติมเงินมือถือ ผมหาข้อมูลก็เจอแบบที่จั่วหัวนี่แหละ ตอนนั้นยอมรับเลยว่าสงสัยเอามากๆ เลย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก และก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรซักเท่าไร จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้ามาในตลาดตู้เติมเงินอยู่หลายปี จึงเข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร เรื่องของเรื่องมันก็มีที่มาที่ไปยังงี้ครับ

คนที่ต้องการลงตู้เติมเงินสมัยใหม่ เริ่มที่จะมีการค้นหาข้อมูลเปรียบเทียบทั้งในเรื่องคุณสมบัติ, ราคา, ขนาด, หน้าตา ตลอดจนผู้ให้บริการ และที่สำคัญ ชอบที่จะต้องการรู้การกล่าวถึงทั้งในด้านบวก และด้านลบของบรรดาตู้เติมเงินทั้งหลาย และแหล่งดราม่าอันดับหนึ่ง เอ๊ย! ไม่ใช่ แหล่งที่มีคำวิจารณ์มากที่สุดในเมืองไทย (ผมคิดแบบนั้นนะ) ก็คือเว็บพันทิพย์นั่นแหละ เรียกได้ว่ามีรีวิวแทบจะทุกชนิดสินค้าที่มีในเมืองไทย ตลอดจนสินค้าที่ไม่มีในบ้านเรา หลังจากที่ค้นหาข้อมูลใน Google เพื่อเจาะจงไปที่เว็บพันทิพย์ คำง่ายๆ สั้นๆ ของวงการตู้เติมเงินนั่นก็ไม่พ้นคำว่า ตู้เติมเงิน pantip จากนั้นบรรดา มาม่าก็เรียงหน้ากระดานกันเข้ามาเพียบเลย

รีวิวตู้เติมเงินบนpantip

ใคร หรือบริษัทตู้เติมเงินที่ทำอะไรชุ่ยๆ ไม่ดี โดยเฉพาะบรรดาตัวแทนขายที่ทำเสียชื่อเสียงให้กับบริษัทเหล่านั้น ก็จะถูกบรรดาผู้ที่มีประสบการณ์ด้านลบเอามาแฉกับบน Pantip นี่แหละ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นปัญหาของคนที่ลงติดตั้งตู้เติมเงินไปแล้วๆ เจอปัญหาอย่างที่ไม่ควรเจอะเจอ อย่างเช่น ยอดเงินผิด, เก็บค่าบริการมั่ว, เติมเงินเข้าระบบไม่ได้, เข้าได้แต่ก็ช้ามากๆ ฯลฯ

แฉตู้เติมเงินห่วยแตกบน pantip

ตลอดจนที่เห็นจนชินตาคือการเข้ามาระบาย ความไม่เอาไหนของตู้เติมเงิน(บางค่าย) และความกระล่อนของเซลขายของ(บางคน) แน่นอนว่าเป็นการแฉ กึ่งด่า เสียมากกว่า แต่หลายคนที่มาหาข้อมูลเปรียบเทียบ ก็จะหมั่นอ่านรีวิวของตู้เติมเงินที่เคยได้ยินชื่อกันมาเสียเป็นส่วนใหญ่

แต่มีเรื่องจริงอยู่นิดนึงว่า ตู้ที่แทบไม่มีปัญหา หรือแบรนด์เล็กแต่ระบบที่เสถียรมากๆ กลับไม่ถูกได้ยินชื่อใน pantip แห่งนี้ ทำให้ยี่ห้อตู้เติมเงินบางยี่ห้อไม่คุ้นหูเอาเสียเลย เขาเหล่านั้นก็ทำตลาดกันไปอย่างเงียบๆ คลีนๆ เพราะไม่มีกระแสดราม่า (จริงๆ เป็นเรื่องดีมาก ที่ไม่ถูกด่าลง pantip)

ก่อนจะสุดท้าย..ใครเป็นยังไง อยู่ที่นโยบายในการผลิตตู้เติมเงินมาขายตั้งแต่แรก

มันมีหลักการง่ายๆ เท่านั้นซึ่งมันออกมาจากจุดประสงค์ของการดำเนินธุรกิจของบริษัทผลิตและจำหน่ายตู้เติมเงิน ว่ามีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค หรือสังคมหรือไม่ ซึ่งไม่มีอะไรมากเลย แบ่งแยกกันง่ายๆ คือ

  1. บริษัทที่เน้นกำไรสูงสุด ที่มาพร้อมปัญหาเยอะสุด เขาจะไม่ใส่ใจระบบซอฟแวร์ (แต่เคลมเว่อร์วัง) และอุปกรณ์ส่วนประกอบภายใน (เกรด mirror)
  2. บริษัทที่เน้นความเสถียรสูงสุด(กำไรต่ำหน่อย) แต่ปัญหาน้อย เขาจะเน้นซอฟแวร์และเซิร์ฟเวอร์ที่มีคุณภาพ และอุปกรณ์ภายในที่เป็นของแท้เท่านั้น

ถ้าทุกบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมตู้เติมเงินมีความเป็นสุภาพบุรุษนักธุรกิจ ไม่เอาเปรียบลูกค้า จัดแต่ของดีมีคุณภาพมาใส่ การถูกด่าเกี่ยวกับตู้เติมเงินที่ pantip ย่อมไม่เกิด หรือไม่รุนแรง ไม่ถูกสาบส่ง วงการนี้ก็จะมีโอกาสพัฒนาสินค้าอื่นๆ ออกมาให้ได้ Wow กันเรื่อยๆ

ใครจะยังไงก็ตาม แต่เราถือคติที่ว่า “ปัญหาของลูกค้า คือปัญหาของเรา” (มันหนีกันไม่พ้น) หากลูกค้าไม่มีปัญหากวนใจ เราก็ไม่ต้องมีภาระในการแก้ไขภายหลัง นี่ต่างหากกำไรที่เกิดจากการลดต้นทุนที่ไม่ควรเกิดขึ้นตามมา

แอบขายเนียนๆ! ตู้ของเราฝากไว้ในใจก่อน คลิกลิงค์นี้ แบรนด์เล็กๆ เน้นคุณภาพ ไม่ชอบกินดราม่า

อยากแฉ หรือแชร์ก็กดที่ไอค่อนด้านล่างเลย หรืออยากวิจารณ์, ให้คำแนะนำ เขียนในช่องคอมเม้นท์ด้านล่างกว่า เลยน้าาาา!

ธุรกิจตู้เติมเงินทำควบคู่งานประจำ..ได้จริงหรือ

ธุรกิจตู้เติมเงินทำควบคู่งานประจำ..ได้จริงหรือ

 

2-income

ใช่คุณหรือเปล่าที่กำลังมองหาธุรกิจที่สามารถทำได้ควบคู่กับงานประจำ? แหม!ช่างเริ่มต้นถามได้เหมือนจะชวนไปทำธุรกิจขายตรงซะยังไงยังงั้นเลย ขอบอกก่อนเลยนะว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น” อย่างแน่นอน อาชีพหรืองานอื่นๆ ที่สามารถทำควบคู่กันไปได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกันนั้นมีอยู่เยอะมากๆ แต่ธุรกิจตู้หยอดเหรียญโดยเฉพาะตู้เติมเงินมือถือนั้น ก็คือธุรกิจที่เป็นไปได้อย่างแท้จริง และเห็นได้ชัดเจนกว่าอย่างอื่นด้วยซ้ำ เพราะอะไรต้องอ่านให้จบ..

หากคุณมีตู้เติมเงินอยู่แล้วคุณย่อมจะเข้าใจทันที
แต่หากยังไม่มีก็…ลองคิดตามเล่นๆ ก่อนนะว่า

สมมติว่าคุณกำลังทำงานอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งจะที่ไหนก็แล้วแต่ หากคุณมีตู้เติมเงินมือถือซึ่งเปิดเครื่องไว้รอคนมาใช้บริการเติมเงินอยู่ ในขณะที่คุณทำงานระหว่างวัน ก็จะมีคนมาเติมเงินเรื่อยๆ (จะมากน้อยอันนี้ขึ้นอยู่กับทำเลด้วยนะ) อย่างแรกก็คือ คนมาใช้บริการเขาทำรายการเอง คุณไม่ได้ไปยืนถามยืนเติมให้เขาซะหน่อย อย่างที่สองคือ เขาต้องทำรายการเองซึ่งก็เป็นขั้นตอนง่ายๆ จากนั้นเขาถึงจะต้องใส่เงินมาเพื่อให้เครื่องสั่งการในการเติมเงินออกไปให้กับเบอร์ที่เขาต้องการให้เติม ซึ่งถ้าไม่ใส่เงินมาก็ไม่มีการเติมเงินไป

พอคนมาใช้บริการใส่เงินตามจำนวนที่เขาต้องการ พร้อมกับค่าบริการที่คุณตั้งไว้ จบรายการปุ๊บ รออีกแปบนึงยอดเงินหรือเครดิตในการใช้โทรศัพท์มือถือของเขาก็เข้าเรียบร้อย ถามว่าคุณกำลังทำอะไร? คำตอบก็เหมือนเดิมคือคุณก็ยังทำงานประจำอยู่ไม่ได้รับรู้หรือยุ่งเกี่ยวในขั้นตอนที่เขาไปทำรายการที่หน้าตู้เลย แต่..คุณได้กำไรจากค่าบริการแล้ว แถมยังได้ส่วนลดจากยอดเติมของยอดที่เขามาเติมอีกต่างหาก

ทีนี้จะรู้ได้ยังไงว่าตู้เติมเงินมันยังทำงานให้คุณอยู่หรือไม่white-bulb-logo

มีการทำรายการไปเท่าไร มียอดและกำไรไปแล้วเท่าไร ง่ายๆ เลย เดี๋ยวนี้ตู้เติมเงินที่ทำมาดีมักจะเป็นระบบเซิร์ฟเวอร์กันหมดแล้ว เพียงแค่เช็คผ่านออนไลน์ไม่ว่าจะจากคอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต หรือแม้แต่สมาร์ทโฟน ก็ทำได้แล้ว ทางผู้ผลิตตู้เติมเงินเขาทำระบบมารองรับให้ผู้ที่เป็นเจ้าของอยู่แล้ว แต่จะต่างกันตรงที่บางเจ้าทำรายงานให้ไม่ละเอียด (ไม่แตกยอดกำไรให้ได้รู้) บางเจ้าก็ทำซะละเอียดยิบเลยว่า ลูกค้ามาเติมเงินครั้งนี้มีกำไรเท่าไร, มียอดส่วนลดให้เท่าไร, วันนี้มีกำไรรวมอยู่ที่เท่าไร, เดือนนี้ยอดเงินทุนหมุนเวียนทั้งหมดและกำไรทั้งหมดเท่าไร

พอได้คำตอบแบบนี้ลองย้อนกลับไปคำถามที่คาใจก่อนที่ได้มาอ่านนี้กันดู ว่ามันเป็นธุรกิจที่เดินขนานควบคู่กันไปในเวลาเดียวกันกับที่คุณยังทำงานประจำอยู่หรือไม่ แถมให้อีกนิดนะรายได้หรือกำไรที่เกิดจากการใช้งานนี่มันเกิดขึ้นแบบครั้งต่อครั้งเลยนะ ซึ่งมันอาจจะทยอยได้ทีละเล็กที่ละน้อยไม่ได้มาเป็นก้อนๆ เทียบกับงานประจำที่กำลังส่วนใหญ่ต้องรอเวลามาบรรจบครบรอบกันก่อนไม่ใช่หรือ เงินน่ะมันมาสองทางย่อมจะดีกว่ามีแค่ช่องทางเดียว

ทำให้นึกถึงคาถาเศรษฐีอยู่ข้อหนึ่ง ที่ว่า “อย่าหมิ่นเงินน้อย”

ตู้เติมเงินมือถือนี่แหละสร้างเงินน้อยแบบทยอยมาเรื่อยๆ โดยไม่ต้องไปขายของ ทำควบคู่งานอะไรก็ได้ในเวลาเดียวกัน หากว่ายังงงๆ หรืออยากพูดคุยเพิ่มเติมแอด LINE มาคุยกันครับ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการทำเงินด้วยตู้เติมเงินนั้นยังมีอีกน้าา

line-at-vending-248x3001

อ่านจบแล้ว เม้นท์ได้ ด่าได้ แต่อย่างแรงน้าาา! รออัลไลอยู่..จัดเล้ย..ในช่องด้านล่างนี้

เฮ้ย!ทำไมมีค่ารายเดือนด้วยล่ะ?

เฮ้ย!ทำไมมีค่ารายเดือนด้วยล่ะ?

sim-mobile

มีหลายครั้งที่ผมคุยกับท่านที่สนใจตู้เติมเงินออนไลน์ออมสิน มีคำถามที่น่าสนใจมากที่ผมอยากจะแชร์ให้ฟัง เผื่ออาจจะเป็นสิ่งที่คุณอาจจะสงสัยอยู่เหมือนกัน จากที่ได้พูดคุยกันคร่าวๆ แบบนี้ครับ

ลูกค้า: มีค่าบริการรายเดือนมั้ย

ผม: มีครับ เป็นค่าเชื่อมต่อของซิมเหมือนกับที่จ่ายค่ามือถือรายเดือนครับ ซึ่งค่าบริการนี้รวมกับค่าเซอร์วิสอื่นๆ ด้วย แต่รวมแล้วเดือนละ xxx ต่อเดือนครับ

ลูกค้า: อ้าว! ในเมื่อผมซื้อขาดมาแล้วทำไมผมต้องจ่ายในส่วนนี้ด้วยล่ะ

ผม: ตอนนี้ตู้เติมเงินส่วนใหญ่เปลี่ยนมาทำเป็นระบบเซิร์ฟเวอร์กันเกือบทั้งหมดแล้วครับ จะใช้ซิมเดียวในการเชื่อมต่อระบบ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องจ่ายค่าซิมรายเดือนอยู่แล้วครับ อย่างน้อยก็เป็นการซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตซึ่งจำเป็นต้องใช้ครับ คล้ายกับเราใช้มือถือแบบเติมเงินยังไงก็ต้องเติมเงินไปก่อนใช้ แต่หากใช้แบบรายเดือนก็ต้องซื้อโปรต่อเดือนอยู่ดีครับ

ครับ! ไม่ว่าเจ้าของตู้เติมเงินแบบไหน จะเป็นแบบเซิร์ฟเวอร์หรือแบบแยก 3 ซิมก็ดี ยังไงก็ไม่สามารถหนีค่าบริการต่อซิมได้ ลองนึกตามอย่างคำตอบที่ผ่านมานะครับ ซิมแบบเติมเงินยังก็ต้องเติมเงินก่อนถึงจะโทรได้ ยิ่งบางค่ายต้องซื้อชั่วโมงเน็ตแยกอีกต่างหาก ซิมแบบรายเดือนก็แบบโทรก่อนจ่ายทีหลัง อาจจะเป็นจ่ายตามจริงหรือแบบซื้อโปรเหมา และก็มักจะมีชั่วโมงอินเตอร์เน็ตควบมาให้ด้วย

เพราะฉะนั้นตู้เติมเงินมือถือ ที่ใช้ซิมโทรศัพท์เป็นตัวเชื่อมต่อสัญญาณก็จำเป็นต้องมีค่าบริการรายเดือนอย่างแน่นอน

แต่ก็จะมีคำถามแถมๆ มาอีกอย่างคือ แล้วสามารถเชื่อมต่อผ่านสัญญาณ wi-fi บ้านได้มั้ยจะได้ประหยัดค่าซิมรายเดือน ซึ่งคำตอบก็คือบางรุ่นบางยี่ห้อทำได้ และบางยี่ห้อก็ทำไม่ได้ครับ เพราะอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อไม่เหมือนกัน แต่ต่อให้เชื่อมต่อ wi-fi ได้ก็ไม่แนะนำครับสำหรับตู้เติมเงินออนไลน์ เพราะถ้าใช้ wi-fi นั่นเท่ากับว่า ต้องไม่มีการปิดเราเตอร์หรือตัวกระจายสัญญาณตลอดไป แถมระยะทางระหว่างเราเตอร์กับตู้บางที่อาจจะไกลกันมากอีกด้วย ใช้ซิมเชื่อมต่อน่ะดีแล้วครับเผื่อวันข้างหน้าอาจจะมีการย้ายจุดติดตั้งก็สามารถทำได้ทันทีเลยครับ

ราคาตู้เติมเงินต่างกันแล้วได้อะไร

ตู้เติมเงินออนไลน์ในบ้านเรานั้นมีหลากหลายราคามาก มีคนถามผมอยู่เสมอ และเป็นคำถามที่ถามมาบ่อยๆ อย่างเช่นว่า “มีราคาต่ำกว่านี้มั้ย?” “ทำไมที่อื่นราคาหมื่นกว่าบาท?” “ทำไมยี่ห้อของ…ราคาตั้ง…?” ทำไม…?

ซึ่งจะว่าไปแล้วการตั้งราคาของแต่ยี่ห้อจะแบ่งออกเป็นช่วงๆ อยู่ที่อุปกรณ์ประกอบ และแบรนด์นั้นๆ เป็นตัวกำหนดหลัก ผมเชื่อเหลือเกินว่าหลายคนที่มีความสนใจอยากหาซื้อตู้เติมเงินมือถือ เพื่อมาให้บริการเติมเงินมือถือ ในทำเลของตัวเอง นั้นยังสับสนในเรื่องความหลากหลายของราคาเป็นอย่างมาก ผมจะสรุปคร่าวๆ ให้หายงงกันแบบนี้นะครับ

ก่อนอื่นขอพูดถึงอุปกรณ์มาตรฐานที่มีคล้ายๆ กันก่อนคือ ชุดบอร์ดควบคุม หรือแผงวงจรภายใน, อุปกรณ์แปลงไฟฟ้า และตัวโครงสร้างตู้ เหล่านี้จะเป็นอุปกรณ์พื้นฐานซึ่งทุกตู้ยังไงก็ต้องมี อาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งจะไม่พูดซ้ำในการแจงส่วนประกอบอื่นๆ ในส่วนถัดไปนี้

ตู้เติมเงินระดับราคาในช่วง 1 หมื่นบาทกลางๆ-ปลายๆ (1x,xxx )

ในราคาระดับนี้ส่วนใหญ่จะมี ชุดอุปกรณ์มาตรฐาน(ที่ต้องมี) แต่อาจจะมีอุปกรณ์ตัวรับเหรียญ เพียงอย่างเดียว (ไม่มีตัวรับแบงค์) หน้าจอตัวเลข หรืออาจจะเป็นแบบจอดิจิตอล+ปุ่มกด บอร์ดส่วนใหญ่จะเป็นแบบ 3 ซิม (เติมเงินมือถือได้ 3 ค่ายหลัก) และอาจจะเป็นบอร์ดรุ่นเก่าไม่รองรับการทำงานบนเครือข่าย 3-4G ระดับราคานี้ คนซื้อต้องยอมเหนื่อยในการนับเหรียญเอาหน่อย

ตู้เติมเงินระดับราคา 1 หมื่นบาทปลายๆ ถึง 2 หมื่นกลางๆ (1x,xxx – 2x,xxx )

ช่วงราคาค่าตัวในส่วนนี้จะเฟ้นกันหน่อย เพราะเป็นระดับที่มี * ค่อนข้างเยอะ เริ่มที่ชุดอุปกรณ์มาตรฐาน(ที่ต้องมี) มีอุปกรณ์ตัวรับเหรียญ ส่วนตัวรับแบงค์บางยี่ห้อมีให้ แต่บางยี่ห้อต้องซื้อเพิ่ม แต่อุปกรณ์หลัก 2 อย่างนี้ก็ยังแบ่งเป็นเกรดของแท้ และเกรด mirror (กระจกเงา/ส่องแล้วก็ยังเหมือนเป๊ะ) หน้าจอส่วนใหญ่เป็นแบบดิจิตอล+ปุ่มกด บอร์ดของตู้ในระดับราคานี้มีทั้งแบบระบบ 3 ซิม (เติมเงินมือถือได้ 3 ค่ายหลัก) หรือระบบเซิร์ฟเวอร์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งบอร์ดก็จะรองรับการทำงานบนเครือข่าย 3-4G แล้ว

ตู้เติมเงินระดับราคา 2 หมื่นบาทกลางๆ ถึง 3 หมื่นกลางๆ (2x,xxx – 3x,xxx )

ค่าตัวของตู้เติมเงินในระดับนี้ มักจะเป็นผู้ผลิตที่ทำกันมานาน เพราะควบคุมราคาต้นทุนของตู้ได้ พอมีกำไรที่จะใส่ของแท้ทั้งหมดเพื่อลดปัญหาในการวิ่งเคลมประกัน ส่วนใหญ่มีทั้งตัวรับเหรียญ และตัวรับแบงค์ บอร์ดมักจะทำเป็นระบบเซิร์ฟเวอร์(ซิมเดียวสั่งการ) มากกว่าเป็นแบบ 3 ซิม(แบบเก่า) ที่รองรับการทำงานบนเครือข่าย 3-4G แล้ว หน้าจอเป็นแบบดิจิตอล+ปุ่มกด ในระดับราคานี้ ผู้ที่จะซื้อเบาใจได้ระดับหนึ่งว่าได้ของที่เหมาะสมกับราคา (ไม่ถูกและไม่แพงเกิน)

ตู้เติมเงินระดับราคา 3 หมื่นบาทกลางๆ ถึง 4 หมื่นปลายๆ (3x,xxx – 4x,xxx )

ในระดับราคานี้ผู้ผลิตมักจะอิงอุปกรณ์ที่ใช้ในระดับตู้ 2หมื่นปลายๆ เอามาเป็นส่วนประกอบหลักของตู้ ยกเว้นหน้าจอแสดงผล จะเคลมว่าเป็นจอแบบทัชสกรีน (แต่ใช้แท็บเล็ต 7 นิ้วแทน) และไม่มีปุ่มกดในการป้อนคำสั่งแล้ว ระดับนี้จะเป็นเซิร์ฟเวอร์แต่เพียงอย่างเดียว ราคาจัดว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ส่วนประกอบ (แปลกอยู่อย่างที่ตัวรับเหรียญ และรับแบงค์ ใช้ยี่ห้อระดับที่โอเค แต่ทัชสกรีนมักใช้ของถูก แถมระบบปฎิบัติการแอนดรอย บางยี่ห้อยังเป็นเวอร์ชั่น 4.xx อยู่เลย) และจะเขียนแอพพริเคชั่นดักไว้เมื่อมีการเปิดเครื่องขึ้นมาในแต่ละครั้ง (ไม่เข้าหน้าจอปกติเหมือนแท็บเล็ตทั่วๆไป แต่จะเรียกโปรแกรมที่จะใช้งานขึ้นมาทันที) ส่วนใหญ่มักจะเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานในอนาคตกันเอาไว้ก่อน เช่นการจ่ายค่าสาธารณูปโภค, การจ่ายโน่นนี่นั่น ซึงเรื่องแบบนี้ยังต้องอาศัยระยะเวลาอีกช่วงหนึ่งที่จะให้ผู้มาใช้งานมีความมั่นใจที่จะมาทำรายการผ่านตู้นั้นๆ อย่าลืมว่าตู้เพิ่มออฟชั่นเหล่านี้ หากตั้งใกล้ร้านสะดวกซื้อที่มีบริการรับจ่ายบิล อย่างเช่น 7-11 ที่มีบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส เขาย่อมให้ความเชื่อถือในการทำรายการจ่ายค่าบริการต่างๆ กับคน (ที่ร้าน 7-11) และทั้งยังมีหลักฐานมีลายเซ็นยืนยัน มากกว่าที่จะมาทำผ่านเครื่องอย่างแน่นอน ยกเว้นถ้าจะซื้อไปตั้งจุดที่ห่างไกลแบบหาร้าน 7-11 ไม่เจอเลย นั่นย่อมมีโอกาสให้คนมาใช้ออฟชั่นเหล่านี้บ้าง

ตู้เติมเงินระดับราคา 5 หมื่นบาทขึ้นไป (5x,xxx UP)

เกือบจะเหมือนกันอีกอย่างก็คือ ในระดับราคานี้บริษัทผู้ผลิตมักจะอิงอุปกรณ์ที่ใช้ในระดับตู้ 2หมื่นปลายๆ เอามาเป็นส่วนประกอบหลักของตู้เช่นกัน แต่จะลงทุนในระบบจอทัชสกรีน หรือจอแท็บเล็ตที่รุ่นใหม่ขึ้น การใช้งานทั้งเติมเงิน ทั้งแบบออฟชั่นเสริมจ่ายบิลโน่นนี่นั่น มักมีมาเหมือนๆ ตู้ในระดับราคาที่ผ่านมา และลักษณะของการมาใช้งานของลูกค้าก็เหมือนๆ กัน แบบไม่ต้องเขียนซ้ำให้เปลืองเวลาอ่านเลย

แต่สุดท้ายแล้ว ผู้ที่จะเป็นเจ้าของตู้เติมเงิน ควรที่จะมองจุดประสงค์หลัก และพฤติกรรมการใช้งานจริงของผู้ที่จะมาใช้บริการ, คำนวนจุดคุ้มทุนให้เป็นก่อนดีกว่า ที่จะซื้อตามคำโฆษณา ยิ่งถ้าหลงไปซื้อตามออฟชั่นที่เคลมว่า “มีมากกว่า” (แต่ไม่มีใครใช้) จะยิ่งเป็นการซื้อที่สูญเปล่าเสียมากกว่า เพราะกว่าจะคืนทุนเจ้านี้คงต้องใช้คำว่า “อีกนาน” เลยล่ะ

เดี๋ยว! ยังมีต่ออีกหน่อย แถมในตอนท้าย (1 ฉากของหนังที่ถูกตัดออกไป)

บางคนอาจจะคิดว่า มีหลายยี่ห้อผ่อนได้เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า “ชั้นเอากำไร หักแล้วส่งรายเดือน ไม่มีขาดทุน” อันนี้ก็อย่าได้ลืมว่า ของอะไรที่ผ่อนๆ กันได้ก็มักจะมีดอกเบี้ยมาเป็นตัวประกอบ และตัวประกอบที่เล่นบทตลกร้ายซะด้วยสิ สมมติว่า ดอกเบี้ย 1% ฟังแล้วถูกมากๆ เลย แต่มักจะมี * กำกับเล็กๆ ไว้ว่า “ต่อเดือน” นั่นหมายความว่า ดอกเบี้ยต่อปีก็เท่ากับ 12% แต่หากหลุดจากการสมมติไปแล้วล่ะ เรื่องจริงคือดอกเบี้ยมากกว่า 1% ต่อเดือนล่ะ แล้วต่อปีจะเป็นเท่าไร

ซื้อสดยังไงก็ถูกกว่าผ่อนเสมอ แต่ถ้าจะซื้อสดแล้วทำใจยากให้คิดซะว่า เงินจำนวนนี้พอๆ กับซื้อสมาร์ทโฟนชื่อผลไม้ รุ่นท็อปเครื่องหนึ่ง(แต่เงินไม่งอกเงยต่อ) เปลี่ยนเอามาลงทุนซื้อตู้เติมเงินซึ่งมีผลกำไรงอกเงยแน่นอน ผ่านไป 1 ปี ค่อยเอากำไรที่งอกเงย ไปซื้อสมาร์ทโฟนชื่อผลไม้ รุ่นท็อปกว่าเดิมก็ยังได้น้าาาา

ลาก่อย AJ เติมสบาย

วันที่ 9 เดือน 9 ปี 59 ใครๆเขาก็ว่าวันดีในการเริ่มต้นทำอะไรไม่ว่าจะเรื่องงานหรือธุรกิจ แต่ผมในฐานะลูกค้าที่ซื้อตู้มากลับตัดสินใจยกเลิกการติดตั้งตู้เติมเงิน AJ ในวันนี้ ทั้งๆที่ยังไม่ครบ 1 ปีด้วยซ้ำ นับเป็นการตัดขาดทุนครั้งสำคัญก็ว่าได้ ผ่อนเดือนละพันกว่าบาท ที่ผ่านมาก็จ่ายไปร่วมหมื่นกว่าแล้ว หากถามว่าคุ้มมั้ย คงตอบได้หักทุกอย่างแล้วเสมอตัว

แต่คิดให้ละเอียดแล้วว่าถ้าปล่อยผ่อนครบ 5 ปี มีหวังเครื่องนี้ต้องจ่ายร่วม 7 หมื่นกว่าแน่ กับยอดเติมประมาณเดือนละ 500-600 ครั้ง (ถือว่าน้อยมาก) นั่นเท่ากับว่าต้องจ่ายค่าบริการเชื่อมระบบและประกันต่อเดือนๆ ละ 500-600 บาทเช่นกัน ผมคิดอีกหนึ่งตลบคือ 500×12 เท่ากับปีละ 6,000 แล้วถ้า 5 ปี คงต้องปาไป 30,000 แล้วถ้าไปรวมกับค่าตัวบวกดอกเบี้ย แตะแสนชัวร์

ถ้าคิดแบบเส้นตรง ถ้า 5 ปีทำแล้วไม่ได้อะไร เอาอะไรมาแทนที่ที่ทำแล้วได้กำไรดีกว่า

เพระฉะนั้นวันนี้ 9/09/59 ผมหยุดและตัดขาดทุนที่ผ่อนไปแล้ว หมืนกว่าบาทดีกว่าเดินหน้าผ่อนต่อจนจบ 5 ปี ยอมรับว่าผมมันงก คิดเอาเองเลยแบบไม่คิดซับซ้อนว่าขาดทุนวันนี้เซฟได้เกือบ 9 หมื่น ผมในฐานะผู้บริโภคยอมตัดขาดทุนที่ผ่อนมา เหมือนซื้อมอร์ไซด์ 1 คันแล้วผ่อนไม่ไหว ก็ปล่อยให้เขายึดคืนไปละกัน เราไม่ผิดเจ้าของมอร์ไซด์ที่ให้เราเช่าซื้อก็ไม่ผิด แค่เขาขอคืนตามที่ระบุในสัญญา แล้วเราก็ส่งคืนไปก็เท่านั้น

ไม่ใช่ของเขาไม่ดี แต่ผมสู้ไม่ไหว แง้มหน้าไพ่ดูแล้วใจไม่ถึง ชิงหมอบก่อนดีกว่า ลูกค้าที่มาใช้บริการมาเติมเงินอย่างเดียวแบบ  100% ความสามารถอย่างอื่นที่มีมากับตู้ ไม่มีใครมาใช้บริการเลย เราดันไปชอบฟังก์ชั่นเอง ไม่ถ่งไม่ถามคนในละแวกนี้ซ๊ากคำว่าเขาจะใช้มั้ย..ก็เลยมาถึงจุดสรุป

ลาก่อย Aj เติมสบาย (เธอว์ดีเกินไป และหวังว่าคงไม่มีใครมาอ่านบันทึกของเจ้าของตู้ๆหนึ่งเท่านั้นนะ มันเป็นเพียงไดอารี่ออนไลน์เท่านั้น)

ตู้เติมเงิน AJ เติมสบาย

ตู้เติมเงิน AJ เติมสบาย

ต้องยอมรับเลยว่าเขามีกระแสตอบรับค่อนข้างดีสำหรับ ตู้เติมเงินออนไลน์ AJ รุ่นเติมสบาย โดย Vending Cooperation ภายใต้การควบรวมของ AJ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ในแบรนด์ที่คนไทยรู้จักกันมานาน ซึ่งกำหนดความสามารถของตู้เติมเงินตัวนี้ไว้ในเรื่องของการเติมเงิน, การจ่ายชำระบิล ตลอดจนรองรับในการชำระค่าสินค้าออนไลน์

AJ ได้ใช้คอนเซ็ป พระเอกตัวจริง โดยในการเปิดตัวครั้งแรกใช้คุณสมบัติ เมทะนี ซึ่งเป็นพรีเซนเตอร์เก่าแก่ของเอเจ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ต่อมาภายหลังก่อนครบขวบปีของการทำตู้เติมเงินเติมสบาย ก็ได้มาเปลี่ยนเป็น แจ๊ส ชวนชื่น พร้อมกับลงทุนแต่งเพลง และทำเอ็มวี เพื่อการโปรโมทออกมาอีกหนึ่งชุด (ครั้งแรกๆ ทำวีดีโอแนะนำสินค้าในแนวพูดคุย ถาม-ตอบ ซึ่งอาจจะไม่โดนเท่าไร) และต่อมีก็มีการทำวีดีโอสื่อย่อยๆ ออกมาเป็นพี่แจ๊ส ไปจ่ายบิลกับตู้เติมสบาย AJ

ตู้เติมเงินตัวนี้ วางตำแหน่งสินค้าเพื่อหายใจรดต้นคอกับเจ้าที่ที่ครองแชมป์อยู่ก่อนหน้า หรือเปล่าไม่ทราบได้ เพราะมีบางจุดที่มาคล้ายๆ กัน แต่ก็ชิงความแตกต่างอยู่ในบางจุด อย่างแรกคือใช้หน้าจอสัมผัสเหมือนกัน แต่เป็นหน้าจอแบบใช้แท็บเล็ต(ระบบปฎิบัติการแอนดรอย)ฝังใน โดยใช้โปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเชื่อมต่อสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ ผ่านซิมโทรศัทพ์ 3G หรือ ในวงการเรียกกันง่ายๆ ว่า ระบบเซิร์ฟเวอร์ทัชสกรีน และโปรแกรมที่รันในแท็บเล็ตนี้ก็เป็นตัวคอยทำงานเชื่อมโยงกับตัวรับเหรียญ และธนบัตรที่อยู่ในตัวเครื่อง ส่วนในเรื่องความเสถียรของโปรแกรมที่กำเนิดขึ้นมาใหม่จะเสถียรหรือไม่ เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์

เงื่อนไขการประกัน เป็นอย่างไร

“เติมสบาย” by AJ แจ้งในส่วนการรับประกันว่าตลอดการใช้งาน 7 ปี หากอุปกรณ์ชำรุดเสียหาย หรือทำงานผิดปรกติ ซึ่งเกิดการกระบวนผลิต จะเปลี่ยนอุปกรณ์นั้นๆ ไม่ใช่ซ่อมแซม แถมยังให้ช่างไปบริการถึงที่ด้วยนะ (ภาระผูกพันธ์ตลอด 7 ปี อันนี้ไม่รู้ว่าชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ดูแล ระหว่างคนไปติดตั้งหรือ ศูนย์ประจำท้องถิ่นนั้นๆ หรือจากส่วนของบริษัทโดยตรง)

ต้องใช้เอกสารอะไรประกอบการซื้อ ต้องใช้อะไรบ้าง?

หากเป็นร้านค้าจดทะเบียน ใช้ 1. สำเนาบัตรประชาชน 2. สำเนาทะเบียนบ้าน 3. สำเนาเอกสารการจดทะเบียนร้านค้า หรือสำเนาใบอนุญาตขายเหล้า,บุหรี่ (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

แต่หากเป็นบุคคลทั่วไป(ที่ไม่ใช่ร้านค้า) ใช้ 1. สำเนาบัตรประชาชน 2. สำเนาทะเบียนบ้าน 3. สำเนาสมุดบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือน (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

ส่วนเรื่องราคา

ตู้เติมเงิน AJ เติมสบาย เคาะราคาไว้ที่ 39,000 หรือถ้ารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปแล้วก็อยู่ที่ราคา 42,693 บาท สำหรับค่าตัวที่มาพร้อมความสามารถในเรื่องเติมเงิน+จ่ายบิล (นี่ถ้าเป็นเงินผ่อนจะไปตกอยู่ที่ราคาเท่าไร กดเครื่องคิดเลขกันเอาเองเลยนะ) แน่นอนลูกค้าหรือคนที่ต้องการจะเป็นเจ้าของตู้เติมเงินซักเครื่องย่อมคาดหวังในเรื่องของคุณภาพ หรือความสามารถที่สมราคากับค่าตัวที่ต้องควักตังค์จ่ายไป

มาถึงบทสรุปส่งท้าย ใครที่กำลังค้นหาข้อมูลในเรื่องไม่ว่าจะ ตู้เติมเงิน หรือตู้รับชำระบิลออนไลน์ ก็ต้องพิจารณาในสิ่งที่แต่ละที่แต่ละบริษัท สื่อสารกันออกมา ซึ่งอันไหนจริงแท้แน่นอน แอดมินคงยืนยันได้ในระยะเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งเท่านั้น ไม่มีใครที่กล้ายืนยันได้ตลอดเวลา เพราะแอดมินเคยเจอแบบออกตัวล้อฟรี รับประกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ของเจ้านี้เจ๋งจริง แต่พอเวลาผ่านไปความเจ๋งกลับดาวน์เกรดลงไปเรื่อยๆ

หวังว่า ตู้เติมเงิน AJ เติมสบาย ที่กล้าเอาความเก่าแก่ของชื่อสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้ามาร่วมด้วย คงไม่ทำให้ใครๆ ที่เขาคาดหวังไว้ผิดหวังกันนะครับ