ตู้เติมเงินออนไลน์ในบ้านเรานั้นมีหลากหลายราคามาก มีคนถามผมอยู่เสมอ และเป็นคำถามที่ถามมาบ่อยๆ อย่างเช่นว่า “มีราคาต่ำกว่านี้มั้ย?” “ทำไมที่อื่นราคาหมื่นกว่าบาท?” “ทำไมยี่ห้อของ…ราคาตั้ง…?” ทำไม…?

ซึ่งจะว่าไปแล้วการตั้งราคาของแต่ยี่ห้อจะแบ่งออกเป็นช่วงๆ อยู่ที่อุปกรณ์ประกอบ และแบรนด์นั้นๆ เป็นตัวกำหนดหลัก ผมเชื่อเหลือเกินว่าหลายคนที่มีความสนใจอยากหาซื้อตู้เติมเงินมือถือ เพื่อมาให้บริการเติมเงินมือถือ ในทำเลของตัวเอง นั้นยังสับสนในเรื่องความหลากหลายของราคาเป็นอย่างมาก ผมจะสรุปคร่าวๆ ให้หายงงกันแบบนี้นะครับ

ก่อนอื่นขอพูดถึงอุปกรณ์มาตรฐานที่มีคล้ายๆ กันก่อนคือ ชุดบอร์ดควบคุม หรือแผงวงจรภายใน, อุปกรณ์แปลงไฟฟ้า และตัวโครงสร้างตู้ เหล่านี้จะเป็นอุปกรณ์พื้นฐานซึ่งทุกตู้ยังไงก็ต้องมี อาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งจะไม่พูดซ้ำในการแจงส่วนประกอบอื่นๆ ในส่วนถัดไปนี้

ตู้เติมเงินระดับราคาในช่วง 1 หมื่นบาทกลางๆ-ปลายๆ (1x,xxx )

ในราคาระดับนี้ส่วนใหญ่จะมี ชุดอุปกรณ์มาตรฐาน(ที่ต้องมี) แต่อาจจะมีอุปกรณ์ตัวรับเหรียญ เพียงอย่างเดียว (ไม่มีตัวรับแบงค์) หน้าจอตัวเลข หรืออาจจะเป็นแบบจอดิจิตอล+ปุ่มกด บอร์ดส่วนใหญ่จะเป็นแบบ 3 ซิม (เติมเงินมือถือได้ 3 ค่ายหลัก) และอาจจะเป็นบอร์ดรุ่นเก่าไม่รองรับการทำงานบนเครือข่าย 3-4G ระดับราคานี้ คนซื้อต้องยอมเหนื่อยในการนับเหรียญเอาหน่อย

ตู้เติมเงินระดับราคา 1 หมื่นบาทปลายๆ ถึง 2 หมื่นกลางๆ (1x,xxx – 2x,xxx )

ช่วงราคาค่าตัวในส่วนนี้จะเฟ้นกันหน่อย เพราะเป็นระดับที่มี * ค่อนข้างเยอะ เริ่มที่ชุดอุปกรณ์มาตรฐาน(ที่ต้องมี) มีอุปกรณ์ตัวรับเหรียญ ส่วนตัวรับแบงค์บางยี่ห้อมีให้ แต่บางยี่ห้อต้องซื้อเพิ่ม แต่อุปกรณ์หลัก 2 อย่างนี้ก็ยังแบ่งเป็นเกรดของแท้ และเกรด mirror (กระจกเงา/ส่องแล้วก็ยังเหมือนเป๊ะ) หน้าจอส่วนใหญ่เป็นแบบดิจิตอล+ปุ่มกด บอร์ดของตู้ในระดับราคานี้มีทั้งแบบระบบ 3 ซิม (เติมเงินมือถือได้ 3 ค่ายหลัก) หรือระบบเซิร์ฟเวอร์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งบอร์ดก็จะรองรับการทำงานบนเครือข่าย 3-4G แล้ว

ตู้เติมเงินระดับราคา 2 หมื่นบาทกลางๆ ถึง 3 หมื่นกลางๆ (2x,xxx – 3x,xxx )

ค่าตัวของตู้เติมเงินในระดับนี้ มักจะเป็นผู้ผลิตที่ทำกันมานาน เพราะควบคุมราคาต้นทุนของตู้ได้ พอมีกำไรที่จะใส่ของแท้ทั้งหมดเพื่อลดปัญหาในการวิ่งเคลมประกัน ส่วนใหญ่มีทั้งตัวรับเหรียญ และตัวรับแบงค์ บอร์ดมักจะทำเป็นระบบเซิร์ฟเวอร์(ซิมเดียวสั่งการ) มากกว่าเป็นแบบ 3 ซิม(แบบเก่า) ที่รองรับการทำงานบนเครือข่าย 3-4G แล้ว หน้าจอเป็นแบบดิจิตอล+ปุ่มกด ในระดับราคานี้ ผู้ที่จะซื้อเบาใจได้ระดับหนึ่งว่าได้ของที่เหมาะสมกับราคา (ไม่ถูกและไม่แพงเกิน)

ตู้เติมเงินระดับราคา 3 หมื่นบาทกลางๆ ถึง 4 หมื่นปลายๆ (3x,xxx – 4x,xxx )

ในระดับราคานี้ผู้ผลิตมักจะอิงอุปกรณ์ที่ใช้ในระดับตู้ 2หมื่นปลายๆ เอามาเป็นส่วนประกอบหลักของตู้ ยกเว้นหน้าจอแสดงผล จะเคลมว่าเป็นจอแบบทัชสกรีน (แต่ใช้แท็บเล็ต 7 นิ้วแทน) และไม่มีปุ่มกดในการป้อนคำสั่งแล้ว ระดับนี้จะเป็นเซิร์ฟเวอร์แต่เพียงอย่างเดียว ราคาจัดว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ส่วนประกอบ (แปลกอยู่อย่างที่ตัวรับเหรียญ และรับแบงค์ ใช้ยี่ห้อระดับที่โอเค แต่ทัชสกรีนมักใช้ของถูก แถมระบบปฎิบัติการแอนดรอย บางยี่ห้อยังเป็นเวอร์ชั่น 4.xx อยู่เลย) และจะเขียนแอพพริเคชั่นดักไว้เมื่อมีการเปิดเครื่องขึ้นมาในแต่ละครั้ง (ไม่เข้าหน้าจอปกติเหมือนแท็บเล็ตทั่วๆไป แต่จะเรียกโปรแกรมที่จะใช้งานขึ้นมาทันที) ส่วนใหญ่มักจะเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานในอนาคตกันเอาไว้ก่อน เช่นการจ่ายค่าสาธารณูปโภค, การจ่ายโน่นนี่นั่น ซึงเรื่องแบบนี้ยังต้องอาศัยระยะเวลาอีกช่วงหนึ่งที่จะให้ผู้มาใช้งานมีความมั่นใจที่จะมาทำรายการผ่านตู้นั้นๆ อย่าลืมว่าตู้เพิ่มออฟชั่นเหล่านี้ หากตั้งใกล้ร้านสะดวกซื้อที่มีบริการรับจ่ายบิล อย่างเช่น 7-11 ที่มีบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส เขาย่อมให้ความเชื่อถือในการทำรายการจ่ายค่าบริการต่างๆ กับคน (ที่ร้าน 7-11) และทั้งยังมีหลักฐานมีลายเซ็นยืนยัน มากกว่าที่จะมาทำผ่านเครื่องอย่างแน่นอน ยกเว้นถ้าจะซื้อไปตั้งจุดที่ห่างไกลแบบหาร้าน 7-11 ไม่เจอเลย นั่นย่อมมีโอกาสให้คนมาใช้ออฟชั่นเหล่านี้บ้าง

ตู้เติมเงินระดับราคา 5 หมื่นบาทขึ้นไป (5x,xxx UP)

เกือบจะเหมือนกันอีกอย่างก็คือ ในระดับราคานี้บริษัทผู้ผลิตมักจะอิงอุปกรณ์ที่ใช้ในระดับตู้ 2หมื่นปลายๆ เอามาเป็นส่วนประกอบหลักของตู้เช่นกัน แต่จะลงทุนในระบบจอทัชสกรีน หรือจอแท็บเล็ตที่รุ่นใหม่ขึ้น การใช้งานทั้งเติมเงิน ทั้งแบบออฟชั่นเสริมจ่ายบิลโน่นนี่นั่น มักมีมาเหมือนๆ ตู้ในระดับราคาที่ผ่านมา และลักษณะของการมาใช้งานของลูกค้าก็เหมือนๆ กัน แบบไม่ต้องเขียนซ้ำให้เปลืองเวลาอ่านเลย

แต่สุดท้ายแล้ว ผู้ที่จะเป็นเจ้าของตู้เติมเงิน ควรที่จะมองจุดประสงค์หลัก และพฤติกรรมการใช้งานจริงของผู้ที่จะมาใช้บริการ, คำนวนจุดคุ้มทุนให้เป็นก่อนดีกว่า ที่จะซื้อตามคำโฆษณา ยิ่งถ้าหลงไปซื้อตามออฟชั่นที่เคลมว่า “มีมากกว่า” (แต่ไม่มีใครใช้) จะยิ่งเป็นการซื้อที่สูญเปล่าเสียมากกว่า เพราะกว่าจะคืนทุนเจ้านี้คงต้องใช้คำว่า “อีกนาน” เลยล่ะ

เดี๋ยว! ยังมีต่ออีกหน่อย แถมในตอนท้าย (1 ฉากของหนังที่ถูกตัดออกไป)

บางคนอาจจะคิดว่า มีหลายยี่ห้อผ่อนได้เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า “ชั้นเอากำไร หักแล้วส่งรายเดือน ไม่มีขาดทุน” อันนี้ก็อย่าได้ลืมว่า ของอะไรที่ผ่อนๆ กันได้ก็มักจะมีดอกเบี้ยมาเป็นตัวประกอบ และตัวประกอบที่เล่นบทตลกร้ายซะด้วยสิ สมมติว่า ดอกเบี้ย 1% ฟังแล้วถูกมากๆ เลย แต่มักจะมี * กำกับเล็กๆ ไว้ว่า “ต่อเดือน” นั่นหมายความว่า ดอกเบี้ยต่อปีก็เท่ากับ 12% แต่หากหลุดจากการสมมติไปแล้วล่ะ เรื่องจริงคือดอกเบี้ยมากกว่า 1% ต่อเดือนล่ะ แล้วต่อปีจะเป็นเท่าไร

ซื้อสดยังไงก็ถูกกว่าผ่อนเสมอ แต่ถ้าจะซื้อสดแล้วทำใจยากให้คิดซะว่า เงินจำนวนนี้พอๆ กับซื้อสมาร์ทโฟนชื่อผลไม้ รุ่นท็อปเครื่องหนึ่ง(แต่เงินไม่งอกเงยต่อ) เปลี่ยนเอามาลงทุนซื้อตู้เติมเงินซึ่งมีผลกำไรงอกเงยแน่นอน ผ่านไป 1 ปี ค่อยเอากำไรที่งอกเงย ไปซื้อสมาร์ทโฟนชื่อผลไม้ รุ่นท็อปกว่าเดิมก็ยังได้น้าาาา